นับ 4 : ฉันคือนกกระจอก

posted on 11 Nov 2008 02:31 by dreamettes


ฉันคือนกกระจอกตัวจ้อยร่อย ในหมู่นกยูงสุดแสนสวยงาม
ฉันรู้จักแต่การบินลิ่วลมร้องจิ๊บๆ ในขณะที่พวกนกยูงรู้จักวางตัวได้อย่างสง่าผ่าเผย
ฉันไร้ค่า ไม่มีราคา ไม่เป็นที่ต้องการ  ไม่เหมือนนกยูงเหล่านั้น ที่ใครๆ ต่างยื้อแย่งอยากเห็นอยากครอบครอง

ฉันคือนกกระจอกแสนเขลา ที่พลัดหลงมาอยู่ในฝูงนกยูงนี้
ฉันแปลกแยก เป็นตัวประหลาด เป็นจุดด่างพร้อยของฝูง เขาจึงรังเกียจฉัน
ฉันอยากจะบินหนีออกไป แต่หางนกยูงสีสวยสดที่แผดแผ่ก็พาฉันพลัดหลงอยู่ในฝูง ไม่พบทางออกอยู่เรื่อยไป

ฉันคือนกกระจอกที่เหนื่อยอ่อน หมดแรงจะบินว่อนต่อไป
ฉันหยุด ร่อนลงพื้น ทันใดนั้น เหล่านกยูงผู้รีบเร่งก็บินหวือผ่านร่างฉันไปอย่างรวดเร็ว
บ้างก็บินข้ามฉันไป บ้างก็ลงมาเหยียบย่ำฉัน บ้างก็เตะถีบฉัน น้อยตัวหันมาเหลียวแล แต่สุดท้าย พวกเขาก็มุ่งหน้าตามฝูงต่อไป

ฉันคือนกกระจอกแสนกระจอก ฉันหมดสภาพ และแทบสิ้นสติบนพื้นดินนั่น
ไม่มีแม้แต่กิ่งไม้ให้ฉันเกาะ ไม่เหลือเสียงให้ฉันเปล่งร้องเป็นทำนอง หรือแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือได้
ฉันหลบ ฉันหลับ ฉันพัก และ รอคืนวันที่ร่างกายอันปวกเปียกนี้จะคืนสภาพให้ได้โผบินร่อนร้องเพลงอีกครั้ง

ฉันคือนกกระจอกที่เป็นอิสระ โผบินไปได้ทั่วทุกที่ดังใจหมาย
ไม่ต้องพลัดหลงในม่านหางอันฉูดฉาด หรือขึ้นอยู่กับฝูงใดฝูงหนึ่ง
ข้อดีของการไร้ค่าและไม่เป็นที่ต้องการ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง จะบินไปทางไหนก็ไม่มีใครจะว่ากล่าว
น่าเห็นใจพวกนกยูงเหล่านั้นนะ พวกนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าเมื่อบินไปจนถึงจุดหมาย  สุดท้ายแล้วก็จะถูกพวกมนุษย์หน้าโง่จับขังกรงอยู่ดี

ฉันคือนกกระจอกแสนโดดเดี่ยว ไม่มีใครเหลียวแล
ฉันหลงรัง บินไปทางไหนก็ไม่เจอรังที่แท้จริงของตนเสียที
ไม่มีใครต้องการฉัน เพราะความที่เป็นนกกระจอก
ฉันเหงา ฉันเศร้า ฉันสับสน อย่างไหนมันจะดีกว่ากันแน่นะ
และสุดท้าย ฉันก็ตายอย่างเงียบๆ ไร้ค่า ไม่มีใครรู้หรือพบเห็น และกลายเป็นซากกลับไปรวมกับผืนแผ่นดิน


แต่ถึงอย่างไร อย่าลืมสิ ฉันก็เป็นนกเหมือนกันนะ !

สำหรับผู้ที่อยู่ไม่ค่อยสุขกับที่ คงไม่ต้องใช้เหตุผลมากมายนักในการออกตะลอนไปที่ใดที่หนึ่ง

เชื่อว่าเหตุผลสำคัญพื้นฐานประการแรกสำหรับหลายคนคงหนีไม่พ้นการไม่อยาก 'อยู่กับที่'

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมตัดสินใจออกมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐมโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางเหตุผลของสมองซีกซ้ายมากนัก แต่เป็นเพราะแรงขับเคลื่อนทางจินตนาการและความรู้สึกที่สั่งการโดยสมองซีกขวาล้วนๆ

ทำให้ผมรู้ว่า บางครั้ง ความรู้สึก ก็เป็น เหตุผลชั้นดี ที่สามารถใช้ตอบบางคำถามได้อย่างเหมาะเหม็ง

แม้ใครหลายคนจะครหาการกระทำครั้งนี้ของผมไม่ว่าจะเป็นเพราะความกะทันหันของความคิด ความไร้เหตุผลที่จับต้องได้ การหยุด และทิ้งภาระในปัจจุบันไว้เบื้องหลัง หรือว่าจะเป็นเพราะการขาดเรียนอย่างติดต่อของผมก็ตาม แต่ผมกลับรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูกกับการ 'ออกนอกลู่นอกทาง' ในครั้งนี้

เพราะมันทำให้ผมได้พบกับหลายสิ่งอย่างเหลือเกินที่ไม่สามารถหาได้ตามทางเดินเดิมของผม

'ทาง' ที่เลือกเข้ามาเดินเพียงเพราะเห็นคนอื่นเค้าเดินมาตามๆกัน ด้วยคิดว่าคงเป็นทางที่ถูกที่ควร แต่ในใจไม่รู้สักนิดว่าใช่ทางที่ตนต้องการอย่างแท้จริงหรือเปล่า

และคงเป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่ไม่น้อยหากวันๆ เราได้แต่ดุ่มๆ เดินๆ ดมอยู่กับที่ทางเดิมๆ นั้น 

..................

นครปฐมเป็นเมืองที่ดี

ใกล้เมืองหลวง ใกล้เมืองท่องเที่ยว มีความเป็นเมืองในระดับที่พอเหมาะ พร้อมกันนี้ยังมีกลิ่นของความเป็นชนบทที่หอมกำลังดี สามารถสูดดมได้อย่างชื่นใจ ไม่ฉุน

แม้จะไม่สามารถดูดลมหายใจเข้าได้เต็มปอดเท่ากับเมืองที่ขึ้นชื่อว่าอากาศดีในภูมิภาคอื่นๆ แต่ผมก็ขอยืนยัน-ด้วยศักดิ์ศรีของกลิ่นขี้หมู-ว่าที่นี่ ผมสามารถหายใจเข้าได้ลึกกว่าที่กรุงเทพฯอยู่หลายฟุต !

อย่างน้อยก็ไม่มีคนมากมายมายื้อแย่ง 'อากาศ' กันเพื่อให้สามารถ 'หายใจ' ได้

หรืออาจเป็นเพราะอยู่เมืองหลวงผมได้แต่ 'ถอนหายใจ' เนื่องจากมี 'ควันพิษ' ล่องลอยอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ ก็เป็นได้

การที่ได้มาสูดดมกลิ่นขี้หมูตามคำร่ำลือด้วยตัวเองถึงถิ่นที่ ก็เป็นการยืนยันอย่างดีว่าที่ได้ยินได้ฟังมานั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว

แต่.. กลิ่น มันไม่ได้เหม็นอย่างที่คิด

อย่างน้อยก็เป็นกลิ่นโดยธรรมชาติ พอจะหอมชื่นใจได้ แถมยังเข้ากันได้ดีกับกับสภาพแวดล้อมจนแทบไม่รู้สึกถึงกลิ่นดังกล่าวอีกด้วย : D

.................

บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ธรรมดาๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อยู่ดีๆ ผมก็นึกครึ้มใจ ยัดเสื้อผ้าใส่ย่าม ใจลอยไปถึงทับแก้ว

อารมณ์ตอนนั้นอะไรจะมาฉุดก็ไม่อยู่ ในใจก็คิดว่า "ไม่ไหวแล้ว ครั้งนี้กุต้องไปให้ได้(โว้ยยย)"

ด้วยความคุกรุ่นของเลือดในขณะนั้น ประกอบกับความไม่อยากให้สุดสัปดาห์นี้ผ่านไปแบบไม่น่าจดจำ ผมตัดสินใจขึ้นรถตู้ที่วิ่งเข้าหาปลายทาง ณ ม.ศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์

ในตอนนั้น เรียกได้ว่าชะตากรรมมืดมัวจริงๆ ไม่มีข้อมูล ไม่มีที่พัก ไม่ชัดว่าเมื่อก้าวลงจากรถไปได้ แล้วจะก้าวไปทางไหนต่อ แต่ฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ก็ช่วยนำความชื้นมาสู่จิตใจได้อยู่บ้าง "อย่างน้อยสุดสัปดาห์นี้ของมึงก็น่าจดจำสมใจอยากแล้วล่ะ หึหึ" ผมคิดประชดถึงแง่ดีของมัน

อันที่จริง ถ้าจะให้นึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ผมทำ ชีวิตที่ผมใช้ สถานที่ที่ผมอยู่ เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนๆ ก็ต้องขอสารภาพ ณ ที่นี้เลยว่า ผมจำไม่ได้เลยจริงๆ อาจเป็นเพราะมันเป็นอะไรที่สามัญเกินไป จนไม่น่าเก็บมาจดจำนัก หรืออาจเป็นผมเองที่เลือกจะไม่จำมัน ปล่อยปละละเลยให้ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นอดีตอันหมองมัว ...ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย

กลับมาที่รถตู้ เพื่อความแน่ชัดในโชคชะตาที่ไม่แน่นอน ผมจึงกดโทรศัพท์หาเพื่อนสมัยม.ปลาย คนหนึ่งที่เรียนอยู่ที่นั่น..

ตรู๊ดด...ตู๊ดด...ตู๊ดด... . .   . .     . .  .  อื่ม ไม่รับแฮะ . . ซวยแล้วตู -.-"

ไม่รอช้า รีบกดไปหาเพื่อนอีกคนที่เรียนที่นั่นเช่นกัน แต่คนนี้เป็นเพื่อนสมัยม.ต้น

' บลา บลา บลา~~'  คราวนี้เป็นเสียงริงโทนแฮะ... ฟังยังไม่จบท่อน ก็มีการตอบรับจากหมายเลขที่ผมเรียก

. . . . . .

 . . . . .

! !

และ แล้วว .. .และ แล้วว  ..  ชะตาผมก็ไม่ขาดแล้ว วว~~  :')

.................

ถึงที่หมาย ลงจากรถตู้ โทรหาเพื่อน เพื่อนปั่นจักรยานมารับ

ขณะที่ผมซ้อนจักรยานไปที่ซุกหัวในคืนนี้ ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง...

จักรยานที่นี่ดูจะเป็นมิตรกับถนนเป็นพิเศษแฮะ มองไปทางไหนก็มีแต่คนปั่นจักรยาน เสมือนเป็นวันรณรงค์ปั่นจักรยานแห่งชาติ บนถนนมีจักรยานที่สามารถนับเป็นนวัตกรรมชนชั้นใหม่แห่งวงการจราจรได้ บางคันยังทำเก๋(า) ขี่ปาดหน้ารถเก๋งบีเอ็มหน้าตาเฉย ไอ้เจ้าบีเอ็มก็ยอมผ่อนปรน ไม่บีบแตรวี้ดว้าดโวยวายให้ขุ่นเคืองใจกัน ...ดูเหมือนนี่จะเป็นเรื่องปกติของที่นี่

มันอาจจะไม่แปลกสำหรับใครคนอื่น แต่มันเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับผม  มาก!

จักรยานที่เห็นได้เป็นตัวแทนของอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่องช้า(แต่ไม่เฉื่อยชา) ความต่อต้านปัจเจก ความใกล้ชิด และเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความอบอุ่น ความประหยัด ฯลฯ 

รวมๆ แล้วเรียกได้ว่าเป็น'ความน่ารัก' ที่ไม่สามารถหาได้ในพาหนะรูปแบบอื่น ซึ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนนำไปสู่สุขภาวะทางกายและทางจิตที่ดี :')

...ปั่นไปสักพักก็มาถึงหอพัก ที่นอนคืนนี้ของผม

ยังไม่ได้แนะนำ เพื่อนของผมชื่อ เบ้น (อ่านว่า Benz แต่มันก็ยืนยันว่าชื่อมันของแท้ต้องเขียนอย่างนี้)

เบ้น มีเพื่อนที่ผมไม่รู้จัก อยู่หอเดียวกันแต่คนละห้อง ชื่อ เดี่ยว ตี้ นู๋หนิง บอมและบอม ปิติ เป้ แหม่ม และอื่นๆ ที่ผมจำไม่หมดซะที

ทุกคนต่างต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ราวกับรู้เช่นเห็นชาติกันมาเนิ่นนาน

ผมยิ้ม...   ..อากาศที่นี่ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด

ออกจะอุ่นกว่าที่โน่นด้วยซ้ำ .. 

.... นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี :')

 

to be continued ...

 

นับ 18 : วันดี

posted on 26 Aug 2008 06:54 by dreamettes

วันนี้เป็นวันดี...
ผมตื่นนอนตั้งแต่ตีหนึ่ง รีบลุกขึ้นมาอาบน้ำ เพราะเผลอหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้อาบ
งีบไปสามชั่วโมงเห็นจะได้ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าดีเสียจริง


วันนี้เป็นวันดี...
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอก ให้พอประทังท้องที่กำลังร้องจ๊อกๆ หาอาหาร
จิตตกเล็กน้อยกับบรรยากาศวังเวงยามดึก ขึ้นมาแล้วจะนอนต่อเลยก็คงจะดูแปลก จึงเปิดคอมฯเล่นเสียหน่อย

วันนี้เป็นวันดี...
ออนเอ็มเอสเอ็นแล้วก็มีคนทักสองสามคน ได้แต่บอกไปว่าพึ่งตื่น ไม่ใช่ว่ายังไม่นอน
หลังจากนั้นก็ต้องประหลาดใจเมื่อมองไปเห็นเมล์เข้าถึง 10 ฉบับภายในวันเดียว... คลิก

วันนี้เป็นวันดี...
เมล์ที่เข้ามาไม่มีฉบับไหนพิเศษ มีแต่เมล์เดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเมล์ขยะ ฟอร์เวิร์ดเมล์ หรือเมล์เตือนของไฮไฟว์ ผิดหวังกับเมล์ทั้งสิบอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องจำใจคลิกอ่านทีละฉบับ จะลบทิ้งไปเลยก็ดูทำร้ายจิตใจกันไปนิด

วันนี้เป็นวันดี...
ตายละวา...แปปเดียวก็ถึงตีสามแล้วหรอนี่ ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที
งานวิจารณ์ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือ ที่ต้องส่งก็ยังไม่เสร็จ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าไปเรียนตอนแปดโมงอีกด้วย

วันนี้เป็นวันดี...
กว่าจะทำงานเสร็จชิ้นหนึ่งก็ปาเข้าไปตีห้ากว่าเสียแล้ว แถมงานยังไม่สิ้นเสียที มีต้องทำอีกหลายอย่าง ตัดใจไม่ทำงานที่เหลือ อยากผ่อนคลายตัวเองมากกว่า เพื่อรอเวลาไปเรียน

วันนี้เป็นวันดี...
ตอนแรกพยายามจะงีบหลับสักนิด แต่ด้วยใจที่ระส่ำระส่ายกลัวตื่นไปเรียนไม่ทันทำให้หลับไม่ลง น่าหงุดหงิดเสียจริงที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้เพื่อไปเรียนเพียงสองชั่วโมงแล้วก็กลับ แต่อย่าดีกว่า...เพราะวันนี้เป็นวันดี

วันนี้เป็นวันดี...
เหลือเวลาเพียงน้อยนิด เห็นว่านอนไม่ลงแล้วจึงหาอะไรทำเพื่อใช้เวลาช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์เสียหน่อย จึงมาเปิดบล็อกของตัวเอง เห็นว่าสมควรแก่การอัพเดทก็เลยมานั่งพิมพ์อยู่ตอนนี้เนี่ยล่ะ

วันนี้เป็นวันดี...
นี่ก็จะได้เวลาแล้ว อีกไม่นานผมคงต้องปิดคอม เตรียมตัวอาบน้ำและไปเรียน
ก่อนจะอาบน้ำเห็นจะต้องจัดการรีดผ้า และจัดโต๊ะหนังสือเสียหน่อย ออกจากห้องสักเจ็ดโมงน่าจะกำลังดี

วันนี้เป็นวันดี...
หลังจากออกไปเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า คงหาอะไรกินสักนิดก่อนเข้าเรียนแม้อาหารที่พึ่งกินเมื่อตอนตีหนึ่งยังไม่ทันย่อยดีก็ตาม หลังจากเรียนเสร็จสองชั่วโมง ก็คงจะไปหาอะไรกินกับเพื่อนเป็นมื้อกลางวัน แล้วน่าจะกลับมาห้องได้ก่อนเที่ยง ถึงเวลานั้นผมคงจะง่วงพร้อมนอนหลับทันที

วันนี้เป็นวันดี...
ถ้าหลับตอนเที่ยง ก็คงจะตื่นสักค่ำๆ โชคดีที่ยังไม่หมดวันนี้ไป
ตื่นขึ้นมาคงไม่พ้นอาบน้ำ หาอะไรกิน เล่นคอมฯ และทำงานที่คั่งค้างให้สิ้นเสียที เหมือนเดิมดีจริงๆ

วันนี้เป็นวันดี...
เย่ ! และแล้วก็ผ่านไปอย่างสวยงามอีกหนึ่งวัน วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีเสียจริงๆ เล้ย...

วันนี้เป็นวันดี...
ถ้าเป็นสิบปีที่แล้วผมคงกำลังดีใจกับของขวัญจากพ่อแม่ ห้าปีที่แล้วผมคงปลื้มใหญ่ที่ได้จากเพื่อน
แต่ในปีนี้ผมภูมิใจเหลือเกิน เพราะของขวัญที่ได้นั้นพิเศษ เป็นของที่ใครก็หามาให้ผมไม่ได้...

วันนี้เป็นวันดี...
ในวันนี้...ผมได้รับของขวัญจากตัวเอง แม้จะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็มีค่าอยู่พอควร
บนกล่องของขวัญใบนั้น มีโน้ตสั้นๆ เขียนไว้ว่า 

                 แฮปปี้เบิรธเดย์! แล้วจะแฮปปี้ไม๊ถ้าเป็นเดธเดย์?”

วันทุกวันเหมือนกัน ต่างกันตรงที่เราไปคาดหวัง ความพิเศษจากบางวันเอง
วันพิเศษที่เราคาดหวังไว้ ก็คือวันปกติวันหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน วันปกติวันหนึ่ง อาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ เกิดขึ้น ทำให้กลายเป็นวันพิเศษ ก็ได้
หรือ ในวันปกติและพิเศษ อาจมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นก็เป็นได้
ดังนั้น วันแต่ละวัน คงไม่ต่างกันนักในความหมาย
หากคงต่างกันในความรู้สึกของเราเอง...
....
หลังจากที่ได้รับของขวัญชิ้นนี้ อารมณ์หม่นกับความธรรมดาของชีวิตประจำวันในวันเกิดตัวเองก็ค่อยๆ จางไป
โดยไม่ต้องแกะกล่องเปิดห่อ ผมก็รู้ได้ว่าของขวัญข้างในนั้นคืออะไร

มันคือแบตเตอรี่...
ไม่ใช่แบตเตอรี่ธรรมดา แต่เป็นแบตเตอรี่สำหรับนาฬิกาชนิดพิเศษที่แพงกว่าโรเล็กซ์ฝังเพชรสิบกะรัตเสียอีก !
เรียกว่า..'นาฬิกาชีวิต'

นาฬิกาชีวิตนั้นพิเศษกว่านาฬิกาอื่น เพราะมันทั้ง เดินหน้าและ ถอยหลังในเวลาเดียวกัน แล้วแต่เราจะดูว่ามันกำลังเดินหน้า หรือ ถอยหลังอยู่ คงคล้ายกับภาพวาดโมนาลิซ่าที่แล้วแต่คนจะดูว่ายิ้มหรือบึ้ง ต่างกันไป

หลังจากที่ผมคิดว่านาฬิกาของตัวเองหยุดทำงานไปพักหนึ่ง เมื่อได้ของขวัญมา ผมก็รู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย

แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจอย่างมาก...
โดยไม่ต้องใส่แบตเตอรี่ที่ได้มา ก็รู้สึกได้ว่านาฬิกาของผมกลับมาเดินอีกครั้ง

ในวันนี้ มัน เดินหน้า
แต่ก็คงมีสักวันที่ผมจะเห็นว่ามันกำลัง ถอยหลัง

หากวันที่ว่านั้น ไม่ใช่วันนี้...




..





ก็บอกแล้วไง ว่าวันนี้เป็นวันดี (: